<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[เที่ยววิถีไทย]]></title>
<link>https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/index/id/136</link>
<atom:link href="https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/index/id/136" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[พระธาตุพนมจำลองห้วยเม็ก  ]]></title>
<link>https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/136/iid/67638</link>
<guid isPermaLink="false">edfdcc6a3b5f3605b07e7ab97adcd0c9</guid>
<pubDate>Thu, 06 Jan 2022 13:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3><strong>พระธาตุพนมจำลองห้วยเม็ก &nbsp;</strong></h3>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พระธาตุพนมจำลองห้วยเม็ก ตั้งอยู่ที่วัดธรรมพิทักษ์ ในเขตเทศบาลตำบลห้วยเม็ก&nbsp; อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ การก่อสร้างเริ่มต้นจากการประชุมของคณะสงฆ์ ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2520 โดยมีพระเทพโมลี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารในขณะนั้นเป็นประธาน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่ประชุมได้หารือกันว่าชิ้นส่วนและวัตถุมงคลของพระธาตุพนมองค์เดิมสมควรจะนำไปไว้ในพื้นที่ใด ในที่สุดที่ประชุมคณะสงฆ์ได้ใช้วิธีการเสี่ยงทาย ผลการเสี่ยงทายปรากฏว่า วัดธรรมพิทักษ์ อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับอนุญาตให้นำชิ้นส่วนและวัตถุมงคลของพระธาตุพนมองค์เดิมมาประดิษฐานไว้เพียงแห่งเดียว ชาวอำเภอห้วยเม็กถือเอาวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี เป็นวันเริ่มต้นของการเฉลิมฉลองสมโภชเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>.....................................&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://kalasin.prd.go.th/th/file/get/file/20220106d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e131538.jpg' type='image/jpg' length='192450' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดพุทธาวาสภูสิงห์]]></title>
<link>https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/136/iid/67636</link>
<guid isPermaLink="false">d74f398adf86958099f363e2a80e7751</guid>
<pubDate>Thu, 06 Jan 2022 13:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3>วัดพุทธาวาสภูสิงห์</h3>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดพุทธาวาส หรือวัดภูสิงห์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นที่นิยมของทั้งพุทธศาสนิกชนที่ขึ้นไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปพักผ่อนหย่อนใจชมทิวทัศน์ เพราะจากยอดภูสิงห์สามารถมองเห็นวิวโดยรอบอย่างชัดเจน ทั้งภูกุ้มข้าว ภูค่าว ที่อยู่ไม่ไกลกัน รวมถึงเขื่อนลำปาว และยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่งดงาม</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บนยอดภูสิงห์เป็นที่ประดิษฐาน พระพรหมภูมิปาโล พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่สีขาว หน้าตักกว้าง 10.5 เมตร สูง 17.80 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2511 นอกจากจะเป็นพระพุทธรูปใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งของภาคอีสาน ยังมีความงดงามและสมส่วนทางพุทธศิลป์อีกด้วย</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้ต้องการขึ้นสู่ยอดภูสิงห์สามารถขับรถยนต์ขึ้น หรือจะเดินเท้าทางบันได 417 ขั้นก็ได้ ทุกวันออกพรรษาจะมีประเพณีตักบาตรเทโว พระสงฆ์กว่า 400 รูปเดินลงมาจากภูเขาภูสิงห์มาทางบันไดนี้เพื่อรับบิณฑบาตบริเวณเชิงเขา</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>...............................................&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://kalasin.prd.go.th/th/file/get/file/20220106d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e131257.jpg' type='image/jpg' length='502136' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดพุทธนิมิต (ภูค่าว)   ]]></title>
<link>https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/136/iid/67635</link>
<guid isPermaLink="false">34930c980cb4955d055908d74b9cfcee</guid>
<pubDate>Thu, 06 Jan 2022 13:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3>วัดพุทธนิมิต (ภูค่าว)</h3>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดพุทธนิมิต (ภูค่าว) &ldquo;ค่าว&rdquo; เป็นภาษาอีสานที่แปลว่า เชือก เพราะวัดตั้งอยู่บนภูเขาที่มีลักษณะยาวเหมือนเชือก จึงเป็นที่มาของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ไสยาสน์ตะแคงซ้าย อายุมากกว่า 2,500 ปี โดยที่กรมศิลปากรรับจดขึ้นทะเบียนเป็นปูชนียวัตถุโบราณแห่งแรกของจังหวัดกาฬสินธุ์ ตั้งอยู่ที่ อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยทุกวันที่ &ldquo;19 เมษายน&rdquo; ของทุกปี ชาวบ้านจะมาร่วมกันสรงน้ำพระพุทธไสยาสน์ ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติมากกว่า 50 ปี เพื่อความเป็นสิริมงคลในวันสงกรานต์</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พระนอนไสยาสน์ตะแคงซ้าย สันนิฐานว่าเป็นพระมหาโมคคัลลานะ ตามประวัติพระมหาโมคคัลลานะ เวลานอนจะหันศีรษะไปทางซ้าย หันเศียรไปทางด้านที่พระธาตุพนมตั้งอยู่ (ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ) ตำนานเล่าขานกันว่า สมบัติฝังอยู่บริเวณที่พระไสยาสน์ประทับอยู่ และมีคำปริศนาให้คนรุ่นต่อไปเข้าใจว่าเป็นแหล่งสมบัติที่ว่า &ldquo;พระหลงหมู่อยู่ภูถ้ำบก แสงตาตกมีเงิน 7 แสน คำ 7 แสน ไผหาได้กินทานหาแหน่ เหลือจากนั้นกินเลี้ยงบ่หลอ&rdquo; จากคำบอกเล่าของชาวบ้านระบุว่า มีคนเคยเข้าไปขุดค้นหาสมบัติจำนวนมาก แต่สุดท้ายคนพวกนั้นก็มีอันเป็นไปทุกราย จนทำให้ชาวบ้านบริเวณนั้น และนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล เกิดความเลื่อมใส และต่างพากันมาสักการบูชาพระนอนไสยาสน์ อย่างไม่ขาดสาย</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>..................................</p>
]]></description>
<enclosure url='https://kalasin.prd.go.th/th/file/get/file/20220106a1f3bcc5eadf8dc5f59dc8726fd82d96130950.jpg' type='image/jpg' length='68116' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ พระธาตุยาคู ]]></title>
<link>https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/136/iid/11424</link>
<guid isPermaLink="false">96ffa0c2968f2787ce2b7c5d5a9ab3fb</guid>
<pubDate>Sun, 01 Aug 2021 09:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;พระธาตุยาคู&nbsp;</p>

<p>เป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฟ้าแดดสงยาง ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมก่อด้วยอิฐปรากฏการก่อสร้าง 3 สมัยด้วยกันคือ ส่วนฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม มีบันไดทางขึ้น 4 ทิศ มีปูนปั้นประดับสร้างในสมัยทวารวดี ถัดขึ้นมาเป็นฐานรูปแปดเหลี่ยมซึ่งสร้างซ้อนทับบนฐานเดิมเป็นรูปแบบเจดีย์ในสมัยอยุธยา ส่วนองค์ระฆังและส่วนยอดสร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับเมืองฟ้าแดดสงยาง ที่บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ รอบ ๆ องค์พระธาตุพบใบเสมาแกะสลักภาพนูนต่ำเรื่องพุทธประวัติ ชาวบ้านเชื่อกันว่าในองค์พระธาตุบรรจุอัฐิของพระเถระผู้ใหญ่ที่ชาวเมือง เคารพนับถือ สังเกตได้จากเมื่อเมืองเชียงโสมชนะสงคราม ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองฟ้าแดด แต่ไม่ได้ทำลายพระธาตุยาคู จึงเป็นโบราณสถานที่ยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ชาวบ้านจะจัดให้มีงานประเพณีบุญบั้งไฟเป็นประจำทุกปีในเดือนพฤษภาคม เพื่อเป็นการขอฝนและความร่มเย็นให้กับหมู่บ้าน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://kalasin.prd.go.th/th/file/get/file/20210312e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5093859.jpg' type='image/jpg' length='120588' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พิพิธภัณฑ์สิรินธร]]></title>
<link>https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/136/iid/11423</link>
<guid isPermaLink="false">c144dbb05af31d37507f29468bdcf81e</guid>
<pubDate>Sun, 01 Aug 2021 09:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><u><strong>ความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์สิรินธร&nbsp;</strong></u><br />
&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์ที่ภูกุ้มข้าว อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ พบโดยพระครูวิจิตรสหัสคุณ &nbsp;เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ในปีพ.ศ. 2537 และได้เริ่มทำการขุดค้นอย่างเป็นระบบ โดยคณะสำรวจไดโนเสาร์จากกรมทรัพยากรธรณี ตั้งแต่ปลายปีพ.ศ. 2537 พบว่า ภูกุ้มข้าว ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัด กาฬสินธุ์ เป็นแหล่งไดโนเสาร์กินพืชที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยพบกระดูกไดโนเสาร์เกือบทั้งตัว กองรวมอยู่กับกระดูกไดโนเสาร์กินพืชอีกชนิดหนึ่ง กระดูกทั้งหมดอยู่ในชั้นหินที่วางตัวอยู่บนไหล่เขาของภูกุ้มข้าวซึ่งมี รูปร่างคล้ายลอมฟาง มีความสูงประมาณ 240 เมตร&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กรมทรัพยากรธรณีได้ขุดค้นซากไดโนเสาร์พบกระดูกมากกว่า 700 ชิ้น เป็นกลุ่มของกระดูกส่วนขา สะโพก ซี่โครง คอ และหางของไดโนเสาร์กินพืชไม่น้อยกว่า 7 ตัว นอกจากนี้ยังพบฟันของไดโนเสาร์ทั้งกินพืช และกินเนื้ออีกอย่างละ 2 ชนิด จากลักษณะของกระดูกพบว่าเป็นไดโนเสาร์กินพืชสกุลภูเวียง ( Phuwiangosaurus sirindhornae ) 1 ชนิด และเป็นไดโนเสาร์กินพืชชนิดใหม่อีก 1 ชนิด คาดว่าอาจเป็นไดโนเสาร์สกุลและชนิดใหม่ของโลก&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พิพิธภัณฑ์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์ เดิมคือศูนย์วิจัยไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติงานศึกษาวิจัย อนุรักษ์เก็บรวบรวมตัวอย่างอ้างอิงซากไดโนเสาร์และ สัตว์ร่วมสมัยและนำข้อมูลเหล่านี้ไปเผยแพร่แก่นักท่องเที่ยวในรูปของพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์&nbsp;มีความเป็นมาและรายละเอียดของการจัดการ ดังนี้<br />
&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปี 2521 คณะสำรวจธรณีวิทยา โดยนายวราวุธ สุธีธร พบซากกระดูกไดโนเสาร์ที่เก็บไว้โดย&nbsp;&nbsp;พระครูวิจิตรสหัสคุณ เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ปี พ.ศ. 2537&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปี 2538 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2538 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาทอดพระเนตรซากกระดูกไดโนเสาร์ จัดตั้งโครงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าวขึ้น โดยสร้างอาคารหลุมขุุดค้นเป็นการชั่วคราวเพื่อใช้ป้องกันซากกระดูก รวมทั้งใช้บังร่มเงาแก่นักวิชาการในการขุดแต่งกระดูก&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปี 2539 กรมทรัพยากรธรณีสร้างอาคารวิจัยมีพื้นที่ใช้งาน 375 ตารางเมตร เพื่อเป็นสถานที่ทำการอนุรักษ์ ศึกษาวิจัยและเก็บรวมรวมซากดึกดำบรรพ์ที่สำรวจพบในประเทศไทย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปี 2542 กรมทรัพยากรธรณีสร้างอาคารถาวรคลุมหลุมขุดค้น โดยใช้ชื่อว่า &quot; อาคารพระญาณวิสาลเถร &rdquo; ตามชื่อสมณศักดิ์ของท่านเจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ผู้ค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปี 2544 อาคารพิพิธภัณฑ์สิรินธร ในส่วนแรกได้มีการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;ปี 2547 ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีคณะที่ 6 (ฝ่ายสังคม) ครั้งที่ 36/2546 วันที่ 4 ธันวาคม 2546 มีมติให้กรมทรัพยากรธรณีใช้เงินงบกลางรายการค่าใช้จ่ายในการเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ พัฒนาอาคารพิพิธภัณฑไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าวระยะต้น เพื่อปรับปรุงและตกแต่งภายใน และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547 รับทราบและเห็นชอบตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ซึ่งได้มีการก่อสร้างตกแต่งภายในจนแล้วเสร็จในปี 2548<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปี 2549 ได้รับงบประมาณ เพื่อสร้างส่วนนิทรรศการ จนได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเมื่อต้นปี 2550&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปี 2550 พิพิธภัณฑ์สิรินธรเปิดให้บริการได้อย่างเต็มรูปแบบ&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://kalasin.prd.go.th/th/file/get/file/2021031245c48cce2e2d7fbdea1afc51c7c6ad26092744.jpg' type='image/jpg' length='51694' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มาเด้อมาเที่ยวกาฬสินธุ์]]></title>
<link>https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/136/iid/24428</link>
<guid isPermaLink="false">8859dc5362266c551a1171d13f78278f</guid>
<pubDate>Tue, 15 Jun 2021 12:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เส้นทางที่ 1 เส้นทางผ้าไหม&nbsp; &nbsp;<br />
เส้นทางที่ 2 เส้นทางไดโนเสาร์&nbsp;<br />
เส้นทางที่ 3 ตามฮอยทวารวดี&nbsp; &nbsp;<br />
เส้นทางที่ 4 เส้นทางชนเผ่า&nbsp;<br />
เส้นทางที่ 5 เส้นทางเกษตรอินทรีย์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://kalasin.prd.go.th/th/file/get/file/20210615bc3ef5600d2757233f3c678f95aece07131934.jpg' type='image/jpg' length='1868833' />
</item>
</channel>
</rss>
