<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[บทความ]]></title>
<link>https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/index/id/60</link>
<atom:link href="https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/index/id/60" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ท้องผูกเรื้อรัง เสี่ยงลำไส้พัง แต่สามารถป้องกันได้]]></title>
<link>https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/197768</link>
<guid isPermaLink="false">428905dbc6cce8f4e6277c3ca9caf453</guid>
<pubDate>Fri, 14 Jul 2023 13:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ชี้ ระบบขับถ่ายเป็นเรื่องสำคัญมากในชีวิตประจำวัน การดูแลระบบขับถ่ายให้ดีจึงเป็นส่วนที่ช่วยให้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจแข็งแรง เกิดความสมดุลของร่างกาย ซึ่งส่วนมากภาวะท้องผูกมักพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายและเป็นได้ในทุกช่วงอายุ โดยส่วนใหญ่พบได้ในวัยทำงาน&nbsp;</p>

<p>นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ท้องผูก คือ ภาวะการถ่ายอุจจาระยาก หรือห่างผิดปกติ ร่วมกับ อุจจาระที่มีลักษณะแข็งหรือแห้งผิดปกติด้วยเช่นกัน ส่วนท้องผูกเรื้อรัง หมายถึง ภาวะท้องผูกที่เป็นต่อเนื่องกันนานเกิน&nbsp;3&nbsp;เดือน ภาวะท้องผูกเป็นภาวะที่พบบ่อยทั่วโลก ในประเทศไทยพบได้ถึงร้อยละ&nbsp;25&nbsp;โดยพบได้ในกลุ่มช่วงอายุ&nbsp;20 - 40&nbsp;ปีบ่อยที่สุดถึงร้อยละ&nbsp;57&nbsp;เพศหญิงพบได้บ่อยกว่าเพศชาย นอกจากนี้ยังพบบ่อยในผู้ที่มีภาวะขาดน้ำ ขาดอาหารที่มีกากใยสูง ผู้ที่ไม่ค่อยได้ขยับร่างกาย และที่สำคัญคือผู้ที่มีภาวะเครียดทางอารมณ์</p>

<p>นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวต่อว่า สาเหตุของภาวะท้องผูก แบ่งเป็น&nbsp;2&nbsp;กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มแรก&nbsp;&ldquo;ท้องผูกปฐมภูมิ&rdquo;&nbsp;คือ ท้องผูกที่เกิดจากการบีบและคลายตัวผิดปกติของลำไส้เอง ตัวอย่างเช่น ภาวะลำไส้แปรปรวน ภาวะลำไส้เฉื่อย หรือ การเบ่งถ่ายอุจจาระผิดวิธี กลุ่มที่สอง&nbsp;&ldquo;ท้องผูกทุติยภูมิ&rdquo;&nbsp;คือ ภาวะท้องผูกที่มีสาเหตุจากความผิดปกติเชิงโครงสร้างของลำไส้ หรือ โรคระบบอื่นๆ ส่งผลให้เกิดภาวะท้องผูก&nbsp;ตัวอย่าง เช่น มะเร็งลำไส้,&nbsp;โรคทางสมอง,&nbsp;โรคทางต่อมไร้ท่อ (เบาหวาน ไทยรอยด์) หรือท้องผูกจากยา แต่ทั้งนี้ ภาวะท้องผูกเรื้อรังส่วนใหญ่เกิดจากกลุ่มปฐมภูมิ</p>

<p>นายแพทย์กิตติ ชื่นยง นายแพทย์เชี่ยวชาญ ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาวะท้องผูกส่วนใหญ่ที่เกิดจากกลุ่มปฐมภูมิ เช่น ลำไส้แปรปรวน ลำไส้เฉื่อย หรือการเบ่งถ่ายผิดวิธีนั้นเป็นกลุ่มที่ปลอดภัย แต่หากเป็นกลุ่มที่มีสาเหตุจากโรค หากไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ทันเวลา อาจส่งผลให้เกิดอันตรายได้ เช่น มะเร็งลำไส้ เป็นต้น ภาวะท้องผูกเรื้อรังที่ไม่มีโรคอันตรายแอบแฝง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของร่างกายและจิตใจได้ ดังนั้นหากเป็นไปได้ ควรป้องกันและรักษาภาวะท้องผูกให้หายเป็นปกติ หรืออย่างน้อยต้องให้มีอาการน้อยที่สุด สำหรับการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการท้องผูกในกรณีที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ร่วมกับมีอาการน้อย ไม่มีอาการสัญญาณเตือน อาจปรับเปลี่ยนสุขนิสัย ได้แก่&nbsp;1.การดื่มน้ำให้มากพอ อย่างน้อย&nbsp;2-3&nbsp;ลิตรต่อวัน ภาวะขาดน้ำจะทำให้อุจจาระแข็งและแห้ง ยิ่งทำให้การถ่ายอุจจาระยาก&nbsp;2.การรับประทานอาหารเส้นใยสูง คือ ผัก ผลไม้ ทั้งนี้เส้นใยจากอาหาร นอกจากจะเป็นโครงให้อุจจาระมีความฟู ถ่ายง่ายแล้ว เส้นใยจากอาหารยังเป็นอาหารให้จุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ ลดการรับประทานเนื้อสัตว์และแป้ง เพราะจะส่งผลให้ท้องผูกเป็นมากขึ้น&nbsp;3.ออกกำลังกายเป็นประจำ การออกกำลังกายด้วยการเดินหรือวิ่งเหยาะๆ ช่วยสนับสนุนให้มีการบีบตัวของลำไส้&nbsp;4.การทำกิจกรรมเพื่อคลายเครียด ทั้งนี้ หากมีภาวะท้องผูกในกรณีต่อไปนี้ ได้แก่&nbsp;1.มีถ่ายอุจจาระปนเลือด&nbsp;2.ผอมลงมาก&nbsp;3.คลำได้ก้อนที่ท้อง&nbsp;4.ปวดท้องรุนแรง&nbsp;5.อ่อนเพลีย&nbsp;6.ท้องอืดรุนแรง&nbsp;7.ปัญหาเริ่มต้นหลังวัย&nbsp;50&nbsp;และ&nbsp;8.อาการเป็นมากขึ้นหลังจากการรักษาแบบปรับเปลี่ยนสุขนิสัยแล้ว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธีต่อไป</p>

<p>ข้อมูล&nbsp;<a href="https://pr.moph.go.th/?url=pr/detail/2/07/194316/">กระทรวงสาธารณสุข&nbsp;</a></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ป้องกันตนให้ปลอดภัย หากต้องเผชิญกับฝุ่น PM 2.5]]></title>
<link>https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/164822</link>
<guid isPermaLink="false">aa415bc18edc9b0476d8968f2b03ec73</guid>
<pubDate>Thu, 09 Mar 2023 15:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>บทความ เรื่อง &ldquo;ป้องกันตนให้ปลอดภัย หากต้องเผชิญกับฝุ่น PM 2.5&rdquo;&nbsp;</p>

<p>กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก แนะแนวทางป้องกันตนเองจากฝุ่นละออง PM 2.5 เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ฝุ่นละออง PM 2.5 ที่มีค่าเกินมาตรฐาน ถือได้ว่าเป็นมลพิษทางอากาศที่อันตรายต่อสุขภาพของประชาชน เพราะ PM 2.5 เป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ล่องลอยอยู่ในอากาศได้เป็นวันหรือเป็นอาทิตย์ รวมทั้งกระจายได้ไปไกลถึงกว่า 160 กิโลเมตร สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายผ่านระบบทางเดินหายใจ หากได้รับอย่างต่อเนื่องหรือในปริมาณที่มาก อาจส่งผลกระทบสะสมต่อสุขภาพทั้งโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรคมะเร็งปอด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจขาดเลือดได้</p>

<p>ทางด้าน นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยฝุ่น PM 2.5 ที่มีขนาดเล็กมาก ทำให้ฝุ่นสามารถเข้าสู่ร่างกายจากหลอดลมไปหลอดเลือด และกระจายไปส่วนต่างๆ ทั่วร่างกาย เมื่อได้รับเป็นระยะเวลานานจนเกิดการสะสมทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ โดยกลุ่มเสี่ยงได้แก่ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น สำหรับผู้ที่ได้รับฝุ่น PM 2.5 มักมีอาการไอเรื้อรัง ระคายเคืองตา คัดจมูก แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ผิวหนังเป็นตุ่มหรือผื่นนูนแดง&nbsp;</p>

<p>ดังนั้นเราควรป้องกันตนเองจากฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 ด้วยการสวมหน้ากาก N95 ป้องกันฝุ่น หากไม่มีให้สวมหน้ากากอนามัย โดยต้องใส่ให้ถูกวิธี คือ คลุมจมูกลงมาถึงใต้คาง และต้องแนบสนิทกับใบหน้า หลีกเลี่ยงกิจกรรมนอกบ้านในบริเวณที่มีค่ามลพิษอากาศสูง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ทำความสะอาดบ้านบ่อยๆ เพื่อลดการสะสมของฝุ่นภายในบ้าน หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 เช่น การเผาขยะ การเผาหญ้า การจอดรถติดเครื่องยนต์ไว้เป็นระยะเวลานาน และหมั่นตรวจเช็คสภาพรถยนต์ให้อยู่ในสภาพปกติไม่ก่อควันดำ อีกทั้งหากพบว่าตนเองมีอาการผิดปกติของร่างกาย เช่น ไอ เหนื่อย แน่นหน้าอก ควรปรึกษาแพทย์ทันที และที่สำคัญควรติดตามข้อมูลข่าวสารด้านมลพิษทางอากาศเป็นประจำ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและความปลอดภัยต่อสุขภาพของตนเอง&nbsp;&nbsp;</p>

<p>เรียบเรียงโดย พฤทธิ์ แก้วพิบูลย์&nbsp; &nbsp;สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย&nbsp;&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[บทความเรื่อง  ขอดูคะแนนสอบของตัวเอง]]></title>
<link>https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/42313</link>
<guid isPermaLink="false">f961b7a898e66b310f465ec893dc5c6c</guid>
<pubDate>Thu, 16 Sep 2021 14:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[บทความเรื่อง  กลัวผีมาโผล่ในทะเบียนบ้านครับ]]></title>
<link>https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/42312</link>
<guid isPermaLink="false">343edc5fbd9b1d2e76f09eb3a0f2246e</guid>
<pubDate>Thu, 16 Sep 2021 14:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[บทความเรื่อง ข้อมูลประกันสังคม]]></title>
<link>https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/42310</link>
<guid isPermaLink="false">278b638c6ce4c76d81d94b1fd027f6b4</guid>
<pubDate>Thu, 16 Sep 2021 14:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[บทความเรื่อง ใครประมวลเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชา]]></title>
<link>https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/42308</link>
<guid isPermaLink="false">35bb1ee8d47c46582081e69c7379c3e9</guid>
<pubDate>Thu, 16 Sep 2021 14:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[บทความเรื่อง ขอประเมินใหม่นะ]]></title>
<link>https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/42305</link>
<guid isPermaLink="false">73659b6c6ace618bb8decf3ef60ef617</guid>
<pubDate>Thu, 16 Sep 2021 14:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[น้ำตกผานางคอย]]></title>
<link>https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/35419</link>
<guid isPermaLink="false">3ff14a2f0f70b85d62a4743a9070f539</guid>
<pubDate>Fri, 13 Aug 2021 16:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>จังหวัดกาฬสินธุ์ร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์เสนอบทความวิทยุ ตามโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดกาฬสินธุ์ ประจำปี 2564</strong></p>

<p>**********************************************************************************************</p>

<p><strong>เรื่อง น้ำตกผานางคอย</strong></p>

<p>น้ำตกผานางคอย ตั้งอยู่ที่ตำบลบ่อแก้ว อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นน้ำตกที่สวยงามมากแห่งหนึ่งในอำเภอนาคู ค้นพบเมื่อปลายปี พ.ศ. 2535 มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับที่มาของชื่อ &ldquo;ผานางคอย&rdquo; อยู่ 2 แบบ แบบแรกเล่าว่า นางโมราหลังจากที่ถูกสาบให้เป็นชะนีแล้ว ก็ได้มาคอยจันโครพอยู่ที่นี่จนตาย ส่วนอีกแบบเล่าว่า หญิงสาวคนหนึ่งมานั่งคอยแฟนหนุ่มซึ่งนัดมาเจอกันที่หน้าผาแห่งนี้ ทว่ารอคอยเท่าไรแฟนหนุ่มของเธอก็ไม่มาสักที เหตุเพราะฝ่ายชายถูกกักตัวไว้เพื่อบังคับให้แต่งงานกับผู้หญิงอีกคนที่เขาไม่ได้รัก หญิงสาวจึงร้องไห้ไม่หยุดด้วยความเสียใจที่ฝ่ายชายไม่มาตามนัด และตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยการกระโดดน้ำตกเป็นการประชดรัก จนฝ่ายชายพยายามดั้นด้นมาที่น้ำตกตามที่ได้นัดจนได้ แต่ก็สายไปเพราะฝ่ายหญิงได้เสียชีวิตอยู่ที่ด้านล่างของน้ำตกเสียแล้ว เขารู้สึกเสียใจมาก จึงตัดสินใจกระโดดหน้าผาตายตามหญิงสาวที่ตนรักไป</p>

<p>น้ำตกผานางคอย มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาภูพาน เป็นน้ำตกขนาดใหญ่บนภูเขา มีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นที่ 1 หรือชั้นล่างสุด เป็นชั้นที่อยู่ติดกับห้วย ใกล้ลานจอดรถ มีแอ่งน้ำที่สามารถลงเล่นน้ำได้ เมื่อเดินขึ้นเขาไปประมาณ 150 เมตร ก็จะมาถึง ชั้นที่ 2 เป็นชั้นที่สวยงามกว่าชั้นไหนๆ โดยเฉพาะจุดที่มีน้ำไหลลงมาจากผาสูง ทำให้ชั้นนี้มีนักท่องเที่ยวขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ตรงกันข้ามกับ ชั้นที่ 3 ที่มีผู้คนบางตา อาจเป็นเพราะอยู่ห่างจากชั้นที่ 2 มาก ซึ่งต้องใช้ความอดทนในการเดินขึ้นไป นอกจากนั้นบนยอดผายังเป็นที่ตั้งของ สำนักสงฆ์ผาเจริญธรรม ทางขึ้นเป็นบันไดหลายร้อยขั้น โดยในระหว่างทางนักท่องเที่ยวจะได้เชยชมความงดงามของธรรมชาติที่เป็นป่าเขียวขจี ถือเป็นจุดหนึ่งที่นักนิยมไพรไม่ควรพลาดหากได้มาเยือนน้ำตกแห่งนี้เช่นเดียวกับน้ำตกหลายๆ แห่ง น้ำตกผานางคอยจะมีสายน้ำไหลชุ่มฉ่ำให้สัมผัสกันอย่างจุใจในช่วงหน้าฝน ส่วนในช่วงหน้าแล้งจะมีน้ำน้อย ซึ่งจะเผยให้เห็นโขดหินมากมายตั้งระเกะระกะหรือทับซ้อนกันอยู่ ดูสวยงามน่าชมไปอีกแบบ</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[หมู่บ้านวัฒนธรรมผู้ไทยโคกโก่ง]]></title>
<link>https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/35418</link>
<guid isPermaLink="false">f9859d9b5ec812f63c6ad55770c9c38c</guid>
<pubDate>Fri, 13 Aug 2021 16:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>จังหวัดกาฬสินธุ์ร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์เสนอบทความวิทยุ ตามโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดกาฬสินธุ์ ประจำปี 2564</strong></p>

<p>**********************************************************************************************</p>

<p><strong>เรื่อง หมู่บ้านวัฒนธรรมผู้ไทยโคกโก่ง</strong></p>

<p>ชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้ตั้งอยู่เชิงเขาภูพานในเขต อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ บ้านโคกโก่งเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กจำนวนเพียง 100 กว่าหลังคาเรือน มีประชากรอาศัยอยู่ทั้งหมดประมาณ 500 คนเท่านั้น โดยที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ด้วยภูมิประเทศทำให้ชุมชนแห่งนี้มีอากาศที่บริสุทธิ์ ร่มรื่น และเย็นตลอดทั้งปีเพราะอยู่ชิดภูเขา และยังมีลำธารเล็ก ๆ ไหลจากภูเขาลงมาผ่านหมู่บ้านอีกด้วย</p>

<p>ชาวบ้านโคกโก่งอยู่อาศัยกันอย่างเรียบง่าย เมื่อหิวพวกเขาปลูกข้าวเหนียวไว้กินเองในนาท้ายบ้าน ไม่ก็ออกไปเก็บของป่าบนภูเขา ตะขบ มะค้อ มะเม่า ตับเต่า มะเกว๋น ฯลฯ ผลไม้เหล่านี้เป็นของอร่อยประจำท้องถิ่นและบางชนิดมีสรรพคุณเป็นยา เช่นเดียวกับสมุนไพรที่หาได้ทั่วไป ไม่ว่าฤดูกาลไหนพวกเขามีของอร่อยไว้กินไม่ขาด แกงอ่อมหวาย หมกเห็ด ซุปหน่อไม้ ไข่มดแดง แกง ผักหวาน และแมลงต่าง ๆ เป็นเมนูเด็ดที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามฤดูกาล</p>

<p>ชาวโคกโก่งเป็นชาวผู้ไทยที่สืบทอดสายเลือดกันมานับร้อยปี พวกเขายังคงรักษาวิถีแบบชาวผู้ไทยไว้อย่างเหนียวแน่นในชีวิตประจำวัน หากต้องการเสื้อผ้าสวมใส่พวกเขารู้วิธีการอิ้วฝ้าย กรอด้าย และทอผ้าไว้ใช้กันเองในครัวเรือน จนออกมาเป็นผ้าถุงมัดหมี่ เสื้อคอจีน ผ้าสไบ ที่มีลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นลายหมากตุ้ม ลายหมี่ หรือลายลูกโซ่ที่สื่อถึงความสามัคคีของชาวผู้ไทย พวกเขาสืบสานวิธีจักสาน หรือเมื่อมีแขกเหรื่อและพิธีการสำคัญพวกเขามีพิธีเหยาเพื่ออวยชัยให้พรและรับขวัญ</p>

<p>ถ้าหากจะมีสถานที่สักแห่งที่คุณจะถามตัวเองว่า สถานที่ใดที่จะตอบสนองความต้องการในการมีชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุข เราสามารถบอกกับคุณได้ว่า บ้านโคกโก่งเป็นหนึ่งในสถานที่แห่งนั้น</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาหารขึ้นชื่อ จังหวัดกาฬสินธุ์]]></title>
<link>https://kalasin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/35417</link>
<guid isPermaLink="false">83d3359a42d4952b20fbe629b50bad47</guid>
<pubDate>Fri, 13 Aug 2021 16:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>จังหวัดกาฬสินธุ์ร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์เสนอบทความวิทยุ ตามโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดกาฬสินธุ์ ประจำปี 2564</strong></p>

<p>**********************************************************************************************</p>

<p><strong>เรื่อง อาหารขึ้นชื่อ จังหวัดกาฬสินธุ์</strong></p>

<p>จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ใครหลายคนเลือกเดินทางมาเที่ยวกันบ่อยครั้ง ที่นี่คือดินแดนอีสานแท้ๆ ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวให้ชาวอีสานจังหวัดใกล้เคียงได้เดินทางมาเที่ยว รวมถึงคนเมืองหรือจังหวัดอื่นๆก็เดินทางมาเที่ยวด้วยเช่นเดียวกัน เมนูอาหารขึ้นชื่อ กาฬสินธุ์ เป็นเมนูอาหารที่น่าจดจำ เหมาะสำหรับคนอยากลองอาหารรูปแบบใหม่ๆที่ไม่เคยกินมาก่อน คนอีสาน คนท้องถิ่น มักจะนำเอาวัตถุดิบต่างๆที่มีอยู่แล้ว มาใช้ในการสร้างสรรค์เมนูอาหารใหม่ๆขึ้นมา และอีกมุมหนึ่งก็คือวัตถุดิบบางอย่างที่มีเยอะ ก็สามารถเอามาทำการถนอมอาหารได้ กลายเป็นเมนูเด็ดๆของชาวจังหวัดกาฬสินธุ์มาจนถึงปัจจุบันนี้</p>

<p>ซึ่งอาหารขึ้นชื่อ จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่อยากจะแนะนำ คือ หมูทุบ และ หมูสวรรค์ อีกหนึ่งของดีเมืองกาฬสินธุ์ที่เป็นเมนูอาหารที่อร่อย และยังสามารถซื้อเป็นของฝากคนทางบ้านได้อีกด้วย หมูทุบ และหมูสวรรค์ เป็นวิธีการถนอมอาหารอย่างหนึ่งที่ใช้ส่วนของสะโพกหมูมาทำ</p>

<p>&ldquo;การทำหมูทุบ คือการหั่นหมูเป็นแผ่นบางพอประมาณ คลุกเคล้าเครื่องเทศและเครื่องปรุงตามสูตรของชาวกาฬสินธุ์ หลังจากนั้นก็อบด้วยไฟอ่อน แล้วนำมาทุบพอให้เนื้อหมูแตกออกจากกัน&rdquo;</p>

<p>&ldquo;และการทำหมูสวรรค์วิธีการเบื้องต้นก็ใกล้เคียงกัน แต่หมูสวรรค์จะใช้วิธีการหมักไว้ก่อน หลังจากนั้นจึงนำไปตากแห้ง หมูสวรรค์ทอดแล้วอร่อย ทานกับข้าวเหนียวร้อนๆเข้ากันเป็นอย่างดี&rdquo;</p>

<p>สำหรับสมุนไพรของจังหวัดกาฬสินธุ์ ก็มีคล้ายๆกับสมุนไพรของแต่ละภาค แต่ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน พวกเขาสามารถที่จะนำสมุนไพรเหล่านั้นมาดัดแปลงเป็นเมนูอาหารขึ้นชื่อได้ ตัวอย่างเช่น ตะไคร้ ที่ตอนนี้เป็นที่ต้องการมาก ราคาก็เริ่มแพงขึ้น ใครที่กำลังเดินทางอยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ อย่าลืมลองเมนูเด็ดของกาฬสินธุ์ดูสักครั้ง หรือจะซื้อมาเป็นของฝากคนทางบ้านก็ดีไม่น้อย อิ่ม อร่อย แล้วยังช่วยซื้อช่วยอุดหนุนอาหารอีสานบ้านเราอีกด้วย</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
</item>
</channel>
</rss>
